วันพุธ, มกราคม 09, 2551

# ประวัติความเป็นมาของ คริสตัล ( Crystal )


คริสตัล ( Crystal ) คืออะไร - ประวัติความเป็น
ข้อมูล มาจาก "คอลัมน์รู้ไปโม้ด" ( โดย... น้าชาติ ประชาชื่น )


คริสตัล ( Crystal ) ก็คือ แก้วนั่นเอง เป็นแก้วที่ผ่านกรรมวิธีผลิตและเจียระไน ด้วยฝีมือช่างชั้นเลิศ ดังนั้นไม่ต้องสงสัย ว่า ทำไม คริสตัล ( Crystal ) ถึงราคาแพง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะตัดเหลี่ยมตัดมุมแก้วให้สะท้อนแสงระยิบระยับเหมือนอัญมณีชั้นเลิศได้อย่างที่เราเห็น

คริสตัล ( Crystal ) ทำจาก แก้วคุณภาพสูง หรือ ที่รู้จักกันดีว่าเป็นแก้วผสมตะกั่ว-ด่าง ( lead-alkali glass ) บางทีเป็นแก้วที่ผสมธาตุ โปแตช ปูนขาว ซิลิก้า ซึ่งล้วนทำให้แก้วมีเนื้อละเอียดและแข็งแรงทนทานกว่าแก้วที่เราใช้กินน้ำทั่วไป ซึ่ง คริสตัล ( Crystal ) จะหนักกว่า และ แข็งแรงกว่าจริง ๆ

ด้วยคุณสมบัติทนทานนี่เอง ส่วนใหญ่เราจะใช้ คริสตัล ( Crystal ) เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น หลอดเทอร์โมมิเตอร์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องไฟฟ้า หรือไม่ก็ใช้ในห้องทดลองกัมมันตภาพรังสี แต่ที่พลาดไม่ได้ คือ การนำ คริสตัล ( Crystal ) มาเป็นผลงานศิลปะ เครื่องประดับสุดหรู

คริสตัล ( Crystal ) กลายเป็นผลผลิตทางศิลปะ ตั้งแต่ ค.ศ. 1676 ด้วยฝีมือของศิลปินชาวอังกฤษ นาม จอร์จ ราเวนสคอฟ และเพื่อน ๆ ค้นพบว่าถ้านำ คริสตัล ( Crystal ) มาเจียระไนแล้ว มันจะกลายเป็นสิ่งที่วิเศษมหัศจรรย์ จากนั้น ศิลปะ คริสตัล ( Crystal ) ก็เริ่มขยายไปทั่วยุโรป

แต่ถ้าพูดถึงศิลปะและอัญมณีที่ทำจากแก้ว เริ่มตั้งแต่สมัย 4000 ปี ก่อน ค.ศ. โดยพบหลักฐานว่าชาวอียิปต์หลอมแก้วเป็นที่ใส่น้ำหอมขวดเล็ก ๆ ที่งดงาม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การเป่าแก้วเริ่มขึ้นที่ซีเรีย ช่วง 100 ปีก่อน ค.ศ. จากนั้น ค่อย ๆ กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ โดยในช่วงศตวรรษที่ 13-15 เป็นช่วงที่มีการนำเทคโนโลยีและการออกแบบมาทำให้แก้วแข็งแรงและสวยงามขึ้น

กิจการทำแก้วฟูเฟื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะที่เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี กลายเป็นศูนย์กลางของการทำแก้ว สำหรับบริษัทที่ทำเครื่องแก้ว คริสตัล ( Crystal ) ชั้นนำของโลกปัจจุบัน ได้แก่ วอเตอร์ฟอร์ด ในไอร์แลนด์ และโรกัสกา ในสโลเวเนีย ส่วน คริสตัล ( Crystal ) ที่เป็นเครื่องประดับวางโชว์ในตู้กระจก ได้แก่ ของ สวารอฟสกี ของ ออสเตรีย

การดูตำหนิ ของ คริสตัล ( Crystal ) ค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่ถึงกับมองไม่เห็น ต้องส่องดี ๆ คริสตัล ( Crystal ) บางอันจะมีรอยร้าว รอยขีดข่วน ถ้าเป็น คริสตัล ( Crystal ) ชั้นเลิศจะแทบไม่มีรอยตำหนิเลย และเนื้อแก้วจะใสมาก จนกลายเป็นคำพูดที่หมายความว่า เข้าใจชัดแจ้งแจ่มแจ๋ว เช่น มีคนถามว่า “Are you clear?” คุณเข้าใจชัดหรือเปล่า ก็ตอบตอบว่า “ Crystal!” หมายถึง สุดจะเข้าใจเลยล่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม คริสตัล ( Crystal ) เป็นก้อนกระจกหรือแก้วใสนำมาเจียระไน เข้าใจถูกต้องไหมครับ? ขอทราบว่า

1. กระจก หรือ แก้วใสที่นำมาทำ คริสตัล ( Crystal ) แตกต่างจากกระจก หรือ แก้วใสทั่วไปอย่างไร?
2. กระจก หรือ แก้วใสนี้ มีขั้นตอนการผลิตอย่างไร?
3. เราเป็น sme จะผลิต และขายในประเทศ ต้องมีลิขสิทธิ์ไหม?
4. มีความแตกต่างในคุณภาพอย่างไร ชาวบ้านดูออกไหมครับ? ขอบคุณ/นับถือ /virut

ตอบ ถูกต้องนะคร้าบ...คริสตัล ( Crystal ) คือ การนำแก้วมาเจียระไน แต่กระบวนการผลิตมีมากกว่าเพียงนำก้อนแก้วมาเจียระไน เท่านั้น

"แก้ว-glass" เป็นสารประกอบของซิลิกา หรือทรายกับสารโลหะออกไซด์ โดยหลอมให้ถึงจุดละลายที่อุณหภูมิสูง เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว และเมื่อเวลาเย็นตัวลงจะกลายเป็นของแข็งโดยไม่ตกผลึก เนื้อโปร่งใส ทนต่อสารเคมี และมีความเปราะ

"แก้วผลึก หรือ คริสตัล-crystal" หรือ "แก้วตะกั่ว-lead glass" มีสารผสมของตะกั่วออกไซด์มากกว่า 24% ทำให้มีค่าดัชนีหักเหสูงกว่าแก้วทั่วไป มีประกายแวววาวสวยงาม ตกแต่งด้วยการตัด เจียระไน และแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ ได้ เมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวานไพเราะ ตัวแก้วให้ประกายใสบริสุทธิ์ ไม่มีสี หรือมีก็เป็นสีสดใส ยังมีคุณสมบัติต้านทานไฟฟ้าดี จึงนำไปทำหลอดโทรทัศน์ และหลอดนีออนได้ด้วย นอกเหนือไปจากเป็นเครื่องประดับตัวก็ได้ ประดับบ้านก็งาม

แก้ว คริสตัล ( Crystal ) เนื้อดีที่มีความใสขาวสะอาด ต้องใช้ทรายแก้วบริสุทธิ์ที่มีปริมาณเหล็กเจือปนน้อยมาก และต้องใช้ตะกั่วปริมาณสูงเพื่อให้ความแวววาวสูง ซึ่งในการผลิตให้ได้เนื้อดีและปราศจากสิ่งเจือปน ต้องอาศัยการควบคุมคุณภาพที่ดียิ่งและใช้ฝีมือในการเจียระไน

กระบวนการผลิต เริ่มจาก ผสมซิลิกาออกไซด์ 54-65% ตะกั่วออกไซด์ 18-38% โซดา 13-15% หรือโปแตซ และสารประกอบออกไซด์ชนิดอื่น ๆ ให้เข้ากัน หลอมด้วยอุณหภูมิ 1,600 องศาเซลเซียส โดยใช้พลังงานความร้อนจากน้ำมันเตา ไฟฟ้า และ แก๊ส

วัตถุดิบที่หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วจะไหลผ่านคอเตา และจะทำการควบคุมอุณหภูมิให้เหลือ 1,000-1,200 องศาเซลเซียส ตามที่ต้องการ ก่อนที่น้ำแก้วจะถูกลำเลียงเข้าสู่เครื่องจักรการขึ้นรูป และลำเลียงสู่เตาอบเพื่อลดความเครียดในเนื้อแก้ว ด้วยการค่อย ๆ ลดอุณหภูมิลงทำให้ขวดแก้วเกิดความแข็งแรง ออกจากเตาอบแล้วแก้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบ

ความแตกต่างในคุณภาพระหว่างแก้วทั่วไป กับ คริสตัล ( Crystal ) สายตามหาชนดูออกแน่นอน นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตง่ายที่สุด คือ ด้วยส่วนผสมและการผลิตที่ซับซ้อน และความละเอียดงามประณีตของเนื้องาน ทำให้ คริสตัล ( Crystal ) มีราคาแพง

สนใจจะเปิดกิจการก็สามารถสร้างโรงงานผลิตแก้วได้เลยไม่มีลิขสิทธิ์ใด ๆ
Content : Thongkan Jewelry & Thongkan Crystal Bead Design By Nitcharee

ไม่มีความคิดเห็น: